
ประวัติของตำบลในเมืองเชียงดาว |
ตำบลเชียงดาว จากการพบซากกำแพงเมืองโบราณ คูเมืองทำด้วยศิลาแลง และวัดร้างชื่อว่าวัดใจ ในท้องที่บ้านดงเทวี หมู่ ที่ 6 ต.เชียงดาวแล้ว นอกจากนี้ตามหมู่บ้านต่างๆ ของอำเภอเชียงดาว ยังปรากฏวัดร้างมากมาย เช่น วัดฝายบ้านม่วงฆ้อง ซากวัดป่าแดง ซากวัดทุ่งละคร ซากอิฐโบราณในที่นาบ้านวังจ๊อม และมีผู้ขุดพบพระพุทธรูปโบราณกลางทุ่งนาบ้านดง จากหลักฐานเหล่านี้ทำให้ทราบว่าตำบลเชียงดาวมีผู้คนอาศัยอยู่มาแล้วหลายชั่วอายุคน ตำบลเมืองงาย เดิมมีผู้มาตั้งถิ่นฐานในเขตบ้านเมืองงายนี้เรียกว่าชาว โยนก พวกเขาเรียกตัวเองว่า คนเมือง หรือ ชาวเมือง อพยพมาจากถิ่นใดไม่ปรากฏชัด การตั้งถิ่นฐานครั้งนั้นมีประมาณ 30 ครัวเรือน มีเจ้าเมืองสืบต่อกันมา ทั้งนี้ที่มีการเรียกชื่อเมืองงายนั้นมีเรื่องเล่าว่า มีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาปักกลดอยู่ที่ท่าน้ำ ซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงพากันไปทำบุญตักบาตร โดยมีปู่ก่ำเป็นผู้นำ พระธุดงค์ได้รับความสะดวกและง่ายต่อการบำเพ็ญกิจวัตร จึงตั้งชื่อแม่น้ำที่ไปปักกลดว่า แม่น้ำง่าย และได้ตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ตามชื่อแม่น้ำว่า บ้านแม่ง่าย ชาวบ้านได้เลื่อมใสในพระธุดงค์รูปนี้มากจึงนิมนต์ท่านจำพรรษาอยู่ที่หมู่บ้าน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เพราะท่านต้องออกไปเผยแพร่ศาสนายังที่อื่นๆ อีก ท่านจึงมอบพระเกศาให้ปู่ก่ำไว้เพื่อเป็นที่เคารพสักการบูชา ปู่ก่ำพร้อมด้วยชาวบ้านจึงพร้อมใจกันสร้างเจดีย์บรรจุพระเกศาไว้บนยอดดอย อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน พร้อมทั้งตั้งชื่ออนุสรณ์แก่ปู่ก่ำว่า พระธาตุปู่ก่ำ และได้จัดประเพณีทำบุญเป็นประจำทุกปีมาจนถึงวันนี้ ตำบลปิงโค้ง ตำบลนี้ตั้งชื่อตามลักษณะของลำน้ำปิงที่ผ่านคดโค้งไปมาระหว่างขุนเขาในท้องที่แห่งนั้นพอดี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และที่มาของตำบลปิงโค้ง หมู่บ้านแรกที่เข้ามาอาศัยในตำบลปิงโค้งคือ ชาวไทยถูเขาเผ่ากะเหรี่ยง ที่เรียกว่า ยางกะเลอ ต่อมาได้มีคนพื้นเมืองเข้าไปอาศัยอยู่ ในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นก่อเกิดความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ตำบลเมืองคอง เดิมเมืองคองมีชื่อว่า เมืองของ เพราะเชื่อว่าเดิมนั้นบริเวณนี้มีของมีค่า ที่เป็นวัตถุโบราณมากกมาย เช่น พระพุทธรูปทองคำ เงินแถบ สร้อย กำไลมือ ฯลฯ ในที่สุดเมืองของก็เป็นที่รู้จักของผู้คนมากมาย จนในที่สุดก็เรียกกันว่า เมืองคอง ส่วนที่มาของเมืองนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น 1.เดิมเมืองคองเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าต่างๆ เช่น ลั๊วะ กะเหรี่ยง แข่ ต่อง ลู้ และ ฮ่อ เป็นต้น ต่อมามีชาวพื้นเมืองเข้ามาอยู่อาศัยตามที่ราบเชิงเขา แต่ละพวกก็สร้างวัด เจดีย์ ไว้เพื่อเป็นที่ดำเนินพิธีทางศาสนา และเพื่อการกราบไหว้บูชา เนื่องจากยังอยู่ไม่เป็นหลักแหล่งสมบัติที่ฝังไว้ใต้ดินบางส่วนก็ยังไม่ได้เอาไป จะเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ คนรุ่นหลังมาพบของเหล่านั้นจึงเรียกเมืองนี้ว่า เมืองของ 2.ในสมัยโบราณพม่าเข้ามาตีเมืองเชียงใหม่ ได้กวาดต้อนข้าวของเงินทองกลับพม่าไป และได้เดินทางผ่านเมืองคองจำได้นำของมีค่าบางส่วนฝังดินไว้ในท้องที่นี้ แต่ก็ไม่ได้กลับมาเอา ต่อมามีคนมาอาศัยอยู่และได้ขุดพบของมีค่าโดยบังเอิญ จึงเรียกชื่อตามเมืองนั้นว่า เมืองของ ตำบลเมืองนะ สาเหตุที่ได้ชื่อว่าเมืองนะนั้น ก็จากนิทานพื้นบ้านปรัมปราว่า เมืองนี้พระสมณโคดมได้เสด็จมาโปรดมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมายังเทือกเขาแห่งหนึ่ง ภูเขาแห่งนั้นซึ่งเป็นที่รวมของแม่น้ำหลายสาย ปัจจุบันนี้เรียกว่า ดอยถ้วย อันเป็นที่รวมของแม่น้ำสายสำคัญ อย่างแม่น้ำปิง ณ ริมธารแห่งหนึ่งที่ไหลคู่ขนานไปกับลำน้ำปิงในร่มไม้ใหญ่หนาร่มรื่น สงบ พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ใต้ต้นไม้นั้น เมื่อชาวบ้านในละแวกนั้นทราบก็มาร่วมสักการะ และมีพญาช้างเผือกเชือกหนึ่งเกิดความศรัทธานำผลไม้มาถวายพระพุทธองค์ผลไม้นั้นคือลูกสมอ หรือชาวบ้านเรียกว่าลูกนะ เมื่อพระพุทธเจ้ารับผลไม้นั้นแล้ว ผลนะผลนั้นก็กลายเป็นผลไม้ทองคำทันที พญาช้างเผือก ยินดีเป็นยิ่งนักเลยเป็นทาสรับใช้พระพุทธเจ้า อยู่ที่ตรงนั้น ต่อมาพรานป่าทำร้ายพญาช้างเผือกจนถึงแก่ความตาย พระพุทธเจ้าจึงเทศนาสั่งสอนธรรมให้พรานผู้นั้น พรานได้รับจึงกลับใจและตั้งถิ่นฐานบ้านเมือง ใช้ชื่อว่า เมืองนะ ตามหินที่พระพุทธเจ้าพิงหลังขณะเทศนา และตามชื่อผลไม้ที่พญาช้างเผือกนำมาถวายนั่นเอง ตำบลทุ่งข้าวพวง เดิมบ้านทุ่งข้าวพวงมีชื่อว่า บ้านต่งเขาปวง ที่มีชื่อเช่นนี้มีตำนานเล่าว่า ที่บริเวณยอดดอยเวียงเป็นที่อยู่ของนางหนึ่งไม่ทราบว่าคนหรือสัตว์ ซึ่งมีบริวารรับใช้อยู่จำนวนหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่งนางได้ออกไปหากินตามปกติและได้เห็นลูกฝรั่งลอยน้ำมา นางจึงคว้าผลฝรั่งมากิน ไม่นานนางก็ตั้งครรภ์และคลอดออกมาชื่อว่า อมรจิ่ง เมื่อโตขึ้น อมรจิ่งอยากทราบเรื่องเกี่ยวกับพ่อของตน จึงออกตามหา และก็ทราบว่าพ่ออมรจิ่งนั้นเป็นพญาวัว ที่กินฝรั่งไม่หมดแล้วทิ้งลงน้ำไปเมื่อหลายปีก่อน จากนั้นพญาวัวก็หาที่อยู่ที่เหมาะสมให้ลูกสาว โดยให้วัวทั้งหมดบิดเขามาถวายเป็นฐานเจดีย์ การที่วัวทุกตัวสละเขานั้น เรียกว่าการบวงสรวง สมัยใช้คำว่าปวง ดังนั้นบริเวณนั้นจึงถูกเรียกว่าต่งเขาปวง เมื่อพญาวัวสร้างปราสาทเสร็จ อมรจิ่งได้ไปอาศัยอยู่ที่นั่นจนตาย และกระดูกของนางก็ได้ถูกเก็บไว้บนยอดดอยนั้น ดอยลูกที่ว่านี้ ชาวบ้านเรียกดอยธาตุอมรจิ่ง มาจนถึงทุกวันนี้ ต่อมาเมื่อผู้ปกครองอำเภอเชียงดาวได้มาสำรวจพบว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีที่นาอุดมสมบูรณ์ จนข้าวที่ปลูกนั้นออกเป็นรวงสวยงามมาก จึงได้ตั้งชื่อให้สมกับลักษณ์ที่เห็นในสมัยนั้นว่า ทุ่งข้าวพวง สำหรับคนพื้นบ้านนั้นเมื่อก่อนมีไทยใหญ่อาศัยอยู่มาก ปัจจุบันมีแต่คนพื้นเมืองไปตั้งถิ่นฐานอยู่และหมู่บ้านทุ่งข้าวพวงจึงได้ยกฐานะมาเป็น ตำบลทุ่งข้าวพวงในที่สุด ตำบลแม่นะ มีเรืองเล่าเกี่ยวกับตำบลแม่นะว่า เมื่อนานมาแล้ว ท้าวสมบัติได้เดินทางจากบ้านแจ่งศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อสำรวจพื้นที่ทำกิน และพบแหล่งอุดมสมบูรณ์ ใน อ.เชียงดาว จึงได้ชักชวนพี่น้อง และชาวบ้านจำนวนหนึ่งมาตั้งรกรากอาศัยอยู่ในบริเวณด้านฝั่งตะวันออกแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เรียกชื่อว่า บ้านวังมอย ต่อมาท้าวแสนฟ้าเทพ ซึ่งเป็นบุตรของท้าวสมบัติได้เป็นกำนัน ได้มีการบุกเบิกที่ดินทำกินอย่างรวดเร็วทำให้มีคนอพยพมาอยู่เพิ่มขึ้น พร้อมกับสร้างพระธาตุขึ้นองค์หนึ่งคร่อมตอปอไว้ ที่บ้านแม่นะ ชาวบ้านเรียกว่า วัดต๋อป๋อ ต่อมาลูกหลานของท้าวแสนฟ้าเทพก็ได้ปกครองบ้านแม่นะสืบต่อมา และเรียกบ้านแม่นะว่า บ้านแม่นะฟ้ามืด ต่อมาได้ยกฐานะเป็นตำบลแม่นะจนถึงปัจจุบันนี้ |
Copyrigth © Chiangdao Hill Resort Co.,Ltd : chiangdaohillresort@gmail.com |